เทคนิคการเขียนบทความและงานวิจัย

  • พระครูศรีปัญญาวิกรม
    รักษาการหัวหน้าสาขาวิชาพระพุทธศาสนา
    วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์


    ๑. บทนำ
        บทความ  หมายถึง ข้อเขียน หรืองานเขียนซึ่งอาจจะเป็นการรายงาน หรือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ  บทความถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราได้มีโอกาสสื่อสาร ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้บุคคลอื่นได้รับรู้ผ่านตัวอักษร
        บทความอาจมีทั้งลักษณะเป็นวิชาการ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ การแสดงความคิดเห็น บทสัมภาษณ์ หรืออาจเป็นสารคดีก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ หรือวัตถุประสงค์ของผู้เขียนว่าจะใช้เขียนลักษณะใด
        งานวิจัย หมายถึง งานเขียนที่ได้จากกระบวนการศึกษา ค้นคว้า เพื่อความรู้ ความเข้าใจหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบ
        การเขียนบทความก็ดี การเขียนงานวิจัยก็ดี เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะนอกจากจะต้องอาศัยหลักการ วิธีการตามปกติโดยทั่วไปแล้ว ส่วนหนึ่งต้องอาศัย “เทคนิค”  เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
        หลักการ วิธีการ ตลอดเทคนิคในการเขียนบทความ และงานวิจัย มีผู้รู้นำเสนอไว้หลายแนวทาง ผู้ใคร่ต่อการศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ในเรื่องดังกล่าวได้โดยไม่ยาก  เพราะก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะลงมือเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ลองสืบค้นดูข้อมูล ก็พบบทความนำแสนอเทคนิคการเขียนบทความ และงานวิชาการ ตลอดถึงงานวิจัยค่อนข้างมากพอสมควร
        อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้รับมอบหมาย ก็จะถือโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ตามกำลังแห่งสติปัญญาต่อไป
     

    ๒. ข้อควรทราบ เพื่อเป็นกำลังใจสำหรับการเริ่มต้น
        ๒.๑ ประการแรก
        จากคำบอกเล่าของผู้ที่มีประสบการณ์ ทำให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ร้อยละ ๘๐ ของนักเขียนที่เขียนบทความลงในวารสาร หรือสิ่งตีพิมพ์อื่น ๆ ไม่เคยเขียนบทความมาก่อนเลย และก็ไม่เคยมั่นใจเลยว่า ตนจะเขียนได้ดี  อาศัยแต่เพียงแรงบันดาลใจที่ต้องการให้คนอื่นได้รับรู้ในสิ่งที่ตนเองรู้ และคิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น  จากนั้นก็ “ลองผิด ลองถูก” โดยอาศัยการฝึกฝนจากประสบการณ์ กระทั่งกลายเป็นนักเขียนมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับ
        จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า หากเราคิดจะเป็นนักเขียน หรือไม่คิดจะเป็นนักเขียน แต่มีความประสงค์จะเขียนบทความอะไรสักอย่างเพื่อนำเสนอ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะ เราก็ควรลงมือเขียนทันที ดีหรือไม่ดีอย่างไร ค่อยอ่านทบทวน และหาทางแก้ไขปรับปรุงภายหลัง กาลเวลาจะเป็น “ครู” ที่ดีของเราเสมอ
        ๒.๒ ประการต่อมา
        การเขียนคือการถ่ายทอดความรู้ผ่านตัวอักษร หรือตัวหนังสือ จากประสบการณ์ส่วนตัว และจากประสบการณ์ที่เคยได้สนทนา หรือได้อ่านประวัตินักเขียนผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ได้ข้อมูลตรงกันก็คือ การจะเป็นนักเขียนที่ดีได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการเป็นนักอ่านที่ดีมาก่อน การอ่านจำเป็นอย่างมากสำหรับการเขียน ไม่ว่าจะเขียนเรื่องอะไรก็ตาม ถึงกับมีคำพูดติดตลกว่า ถ้าคิดจะเป็นนักเขียนที่ดี เบื้องต้น ต้องทำตัวเป็น “หนอน” ก่อน แล้วท่านก็ขยายความต่อไปอีกว่า หมายถึง “หนอนหนังสือ” คือต้องไม่ใช่แค่อ่านธรรมดา ๆ หากแต่ต้องมีนิสัยรักการอ่านเป็นสายเลือดกันทีเดียว
        การอ่าน จะทำให้เรามีข้อมูลที่ลุ่มลึก กว้างขวาง และมีความหลากหลาย
         ข้อมูลที่ลุ่มลึก กว้างขวาง และมีความหลากหลายที่ได้สะสมเอาไว้ จะกลายเป็นฐานข้อมูลให้เราได้เกิดความคิด ความอ่าน กระทั่งสามารถแตกย่อย วิเคราะห์ หรือสรุปประเด็นกลายเป็นความรู้ใหม่  ขณะเดียวกัน พร้อม ๆ กับการอ่าน จะทำให้เราได้ซึมซับ เรียนรู้การใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้รู้บางท่านจึงมักแนะนำว่า ถ้าอยากเป็นนักเขียนที่ดีต้องฝึกอ่านหนังสือประเภทกวีนิพนธ์ วรรณคดี และงานวรรณกรรมต่าง ๆ ให้มาก ๆ  เพราะหนังสือประเภทนี้ จะใช้ภาษาที่สละสลวย งดงาม กระชับ แต่ได้ใจความลึกซึ้งกินใจ
    จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้คลุกคลีกับนิสิต นักศึกษาทั้งในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ได้ข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า นิสิตที่มักมีปัญหาเรื่องการเขียนงานวิจัย โดยเฉพาะประเภทที่เรียนจบคอร์สไปตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังหาหัวข้อที่จะวิจัยไม่เจอ หรือมีหัวข้อที่จะวิจัยแล้ว แต่ไม่ทราบว่าจะเดินหน้าเขียนโครงร่าง แจกแจงรายละเอียดต่อไปได้อย่างไร  ที่มาของปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดมาจากตัวนิสิตท่านนั้นไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ หรือไม่ก็อ่านหนังสือไม่เป็น
    ผู้ที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ  เวลาเขียนงานวิจัย มักจะเริ่มต้นด้วยการตั้งหัวข้อวิจัยก่อนทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลเท่าที่ควร  ขอเรียกการตั้งหัวข้อวิจัยลักษณะนี้ว่า เป็นตั้งหัวข้อวิจัยบนความคิดฝัน  คือคิดว่าเรื่องนี้ดี เรื่องนั้นดี  ครั้นตั้งแล้วก็เดินถามคนนั้นที คนนี้ทีเพื่อขอความเห็นว่าหัวข้อนี้เป็นอย่างไร  โชคร้าย ถ้าคนที่ไปถามก็อยู่ในระดับเดียวกัน คือรู้พอ ๆ กับคนถาม มองไม่เห็นประเด็น หรือความเป็นไปได้ของข้อมูล ก็อาจจะผสมโรงเห็นดีเห็นงาม แต่ครั้นลงมือเขียนกลับติดขัด ไปไหนไม่ได้ กลายเป็นความเนิ่นช้า ทำให้ต้องเสียเวลาเริ่มต้นใหม่เรื่อย ๆ เพราะงานขยับเดินหน้าไปไม่ได้
    การตั้งหัวข้อวิจัย ต้องตั้งบนพื้นฐานของข้อมูล และข้อเท็จจริงที่มี นั่นหมายความว่า หัวข้อวิจัยควรมาทีหลังฐานข้อมูล กล่าวคือ  ต้องเห็นประเด็นปัญหาที่จะทำวิจัยก่อน เมื่อเห็นแล้ว ก็เริ่มสำรวจฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้เชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะได้เห็นทิศทางของงานวิจัยว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร มีความเป็นไปได้หรือไม่ หากเห็นว่ามีข้อมูลเพียงพอ จึงค่อยพิจารณาว่า ควรจะตั้งชื่ออย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นที่จะวิจัย
    การ “อ่านหนังสือเป็น” ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการวิจัย โดยปกติ การอ่านหนังสือธรรมดาทั่วไป เรามักจะอ่านเพื่อความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านทั้งหมด หรือเลือกอ่านตามความสนใจโดยไม่ได้ตั้งประเด็นไว้ล่วงหน้า คือเขียนให้อ่านอย่างไร ก็อ่านไปตามนั้น ส่วนอ่านแล้วจะได้รับความรู้ ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงอย่างไร ก็เป็นเรื่องผลพลอยได้จากการอ่าน ในแต่ละเล่มที่อ่าน ก็อาจจะได้ชุดความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้จำกัดลงไปว่าต้องเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้
    แต่การอ่านเพื่อการวิจัยนั้น ตรงกันข้าม คือเป็นการอ่านที่ตั้งประเด็นไว้ก่อนแล้ว หมายความว่า เรา “ตั้งธง” ไว้ก่อนแล้วว่าจะอ่านเรื่องอะไร เมื่อหยิบหนังสือแต่ละเล่มขึ้นมา ก็ต้องพยายามแสวงหาข้อมูลตาม “ธง” ที่กำหนดเอาไว้แล้ว เรื่องใดที่ไม่เกี่ยวข้องก็ปล่อยไปก่อน จะเก็บเป็นฐานข้อมูลไว้เฉพาะที่เกี่ยวข้องเท่านั้น  โดยวิธีนี้ เราก็จะได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนประเด็นที่กำลังทำการวิจัยอยู่
    กล่าวโดยสรุป การอ่านมีความจำเป็นต่อการเขียนมาก โดยส่วนตัวของผู้เขียน การอ่านถือเป็นเทคนิคหนึ่งของการเขียน  เขียนได้หรือไม่ได้ ดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับปริมาณของข้อมูลที่ได้จากการอ่านว่า ได้สะสมไว้มากน้อยเพียงใด
        ๒.๓ ประการสุดท้าย
        สิ่งที่เราจะเขียน ล้วนออกมาจากความคิด ต่อให้เรามีข้อมูลพร้อมที่จะเขียนมากมายเพียงใดก็ตาม แต่หากความคิดยังไม่เป็นระบบ ข้อมูลเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นปัญหาหรืออุปสรรค บางท่านมีข้อมูลมาก แต่ก็ไม่ทราบว่าจะนำเสนอย่างไร เพราะวิเคราะห์ข้อมูลไม่ออกอะไรควรมาก่อนมาหลัง  อะไรควรเป็นหลัก อะไรควรเป็นรอง เคยมีบางท่านเขียนงานวิจัย เห็นข้อมูลนี่ก็ดี โน่นก็ใช้ได้ จะตัดออกก็เสียดาย เลยนำมากองรวมกันอยู่ที่เดียว สุดท้ายก็เลยไม่ทราบว่า ตกลงต้องการนำเสนออะไรกันแน่
        ดังนั้นก่อนจะเขียนอะไร อาจจะต้องถามตัวเองด้วยคำถามง่าย ๆ ตามหลักการ W5H นั่นคือ
        W1=What จะเขียนเรื่องอะไร หลักการในการพิจารณาง่าย ๆ ก็คือ ควรเลือกเขียนในเรื่องที่เรารู้ เราถนัด และเรามีข้อมูล การเขียนแต่ละครั้ง ควรกำหนดประเด็นให้ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่ง
    W2=Who ผู้อ่านเป็นใคร ต้องคำนึงถึงนับตั้งแต่เพศ วัย การศึกษา อาชีพ ทั้งนี้เพื่อให้บทความมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    W3=Where บทความที่เขียนจะตีพิมพ์ หรือเผยแพร่ที่ไหน ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับแหล่งที่จะตีพิมพ์ หรือเผยแพร่ เช่น ถ้าจะเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะในบล็อก ก็ไม่ควรจะยาวจนเกินไป ภาษาที่เป็นวิชาการมากเกินไปก็อาจจะต้องปรับให้ให้เหมาะสม โดยเฉพาะบทความเกี่ยวกับธรรมะ ผู้เขียนเคยออกแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้บทสรุปว่า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบธรรมะที่เป็นวิชาการ แต่จะชอบธรรมะแบบสบาย ๆ อ่านง่าย ๆ ได้ข้อคิด และนำไปใช้ได้เลย อะไรที่รกรุงรัง มักจะถูกมองผ่าน
    W4=When จังหวะ หรือโอกาสในการที่จะเขียน หรือนำเสนอบทความ ต้องรู้จักเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น เป็นเรื่องที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจ หรือกำลังเป็นประเด็นปัญหาอยู่
    W5=Why ทำไมต้องเขียน การตั้งคำถามเช่นนี้ จะช่วยกำหนดงานเขียนของเราเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเรามีจุดประสงค์อะไร
    H=How จะเขียนอย่างไร ข้อนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และถือเป็นบทสรุปทั้งหมดของบทความที่ต้องการนำเสนอในที่นี้ จึงขอยกไปกล่าวต่างหากในตอนที่ว่าด้วยเทคนิคการเขียนบทความและงานวิจัย
     

    ๓. เทคนิคการเขียนบทความและงานวิจัย
        เทคนิคการเขียนบทความ ผู้เขียนขอนำหลักการ T S S C L C C R มาเป็นกรอบในการอธิบายผ่านประสบการณ์ของตนเองทีละข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
        T=Title หมายถึง ชื่อเรื่อง
    การตั้งชื่อเรื่องนับว่ามีความสำคัญต่อบทความเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในบล็อกบางบล็อก เช่น บล็อกของโอเคเนชั่น ทันทีที่เราโพสต์ข้อความขึ้น ชื่อบทความที่เราเขียนจะถูกนำไปแสดงในบัญชี “update” เพื่อให้สมาชิกในบล็อกที่กำลังออนไลน์อยู่ได้รับทราบว่า มีบทความใหม่ถูกโพสต์ขึ้น บทความจะมีผู้เปิดอ่านหรือไม่ ก็ย่อมขึ้นอยู่กับชื่อเรื่องที่ตั้งว่า ดึงดูดความสนใจผู้พบเห็นมากน้อยเพียงใด
        นอกจากนั้น ชื่อเรื่องยังเป็นการกำหนดเนื้อหาสาระของบทความ ผู้อ่านจะเลือกอ่านบทความหรือไม่  ก็จะพิจารณาจากชื่อเรื่องเป็นลำดับแรก ผู้เขียนเคยทดลองเรื่องนี้หลายครั้ง แล้วสังเกตปฏิกิริยาของผู้อ่าน ชื่อเรื่องบางเรื่องโพสต์ขึ้น ๑ วันผ่านไปแล้ว แต่สถิติคนอ่านยังอยู่แค่ ๓๐-๕๐ คน ขณะที่ชื่อเรื่องบางชื่อโพสต์ขึ้นไม่ถึงชั่วโมงมีคนอ่านนับร้อย บางเรื่องมีคนสนใจมากถึงขนาดติดอันดับเรื่องที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของวันนั้นเลยก็มี
        การตั้งชื่อเรื่องจึงนับว่ามีความสำคัญที่ผู้เขียนบทความไม่ควรละเลย
        มีข้อควรระวังสำหรับการตั้งชื่อก็คือ  ไม่ควรตั้งชื่อในลักษณะสองแง่สามง่าม หรือตั้งชื่อในลักษณะที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือเกินข้อเท็จจริงที่มีอยู่ เพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจให้ผู้อ่านสนใจบทความที่ตนเขียน  เช่น ครั้งหนึ่งมีผู้โพสต์บทความ “พระพุทธเจ้าชี้ ทักษิณหนีไม่พ้นบ่วงกรรม” ผลการโพสต์ดังกล่าว ทำให้ผู้โพสต์ถูก “ถล่ม” จากบรรดาสมาชิกอย่างรุนแรง เพราะชื่อที่ตั้งมีลักษณะ “หมิ่นเหม่” และไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
        ที่ว่าหมิ่นเหม่ คือการระบุชื่อบุคคลในบทความ อาจนำมาซึ่งการฟ้องร้อง ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็คือ พระพุทธเจ้าไม่เคยชี้ว่าทักษิณหนีไม่พ้นบ่วงกรรม แม้จะทรงเคยชี้ว่า ไม่มีใครหนีพ้นจากกฎแห่งกรรมได้ แต่ก็ไม่เคยระบุชื่อทักษิณ การระบุชื่อในที่นี้ จึงเป็นการสรุปที่ไม่ตรงกับคำสอน หรือมากกว่าที่สำสอนระบุเอาไว้ ซึ่งล้วนไม่เป็นผลดีทั้งสิ้น
        S=Scope หมายถึง ขอบเขต
    ขอบเขตของบทความ ควรกำหนดให้ชัดเจน จะเขียนเรื่องใด ประเด็นใด ควรพยายามจำกัดขอบเขตให้อยู่ในประเด็น ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้องแต่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญ ก็ไม่ควรนำมาเสริมอีก การเขียนบทความ ก็คล้าย ๆ กับการพูด กล่าวคือถ้าพูดเรื่อยโดยไม่มีเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมาย นึกอะไรสำคัญ ๆ ได้ก็พูดไปเรื่อย แม้สิ่งที่พูดจะดีเพียงใดก็ตาม ก็อาจทำให้คนฟังรู้สึกอึดอัด หรือรำคาญใจได้
        S= Sequence หมายถึง การลำดับความ
    การลำดับความ เป็นการจัดลำดับความสำคัญของบทความ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือการจัดกรอบความคิดของผู้เสนอบทความนั่นเอง
        โดยปกติทั่วไป บทความทางวิชาการมักจะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นบทนำ ส่วนที่เป็นเนื้อหา และส่วนที่เป็นบทสรุป แต่ละส่วนจะขึ้นต้นอย่างไร น่าสนใจหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคในการนำเสนอ  เช่น การขึ้นต้นบทนำ จะขึ้นต้นอย่างไร ให้บทความเด่น ดึงดูดผู้อ่านให้เกิดความรู้สึกอยากจะอ่าน
        ข้อนี้ มีผู้รู้ได้แนะนำไว้หลายแนวทาง เช่น การขึ้นต้นบทความด้วยคำพูด หรือสำนวนที่คมคายของผู้มีชื่อเสียง ขึ้นต้นด้วยเรื่องเล่าคล้ายนิทาน แต่เป็นเรื่องจริง  ขึ้นต้นด้วยข่าวหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ ขึ้นต้นด้วยโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หรือสุภาษิตคำพังเพย  หรือขึ้นต้นด้วยเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่เวลานั้น 
        C=Consistency หมายถึง ความสม่ำเสมอ
    ในที่นี้ หมายถึงความคงเส้นคงวาในการใช้คำ ข้อนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะบางครั้ง เวลาเขียนบทความ อาจไม่ได้เขียนรวดเดียวจบ บางบทความอาจจะใช้เวลาหลายวัน บางครั้งผู้เขียนก็ลืม หรือไม่ได้สังเกต ทำให้เกิดการลักหลั่นในการใช้คำ เช่น บทความชิ้นหนึ่ง พูดถึงอาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ โดยใช้คำว่า “หอประชุม มวก ๔๘ พรรษา”บ้าง, “อาคาร มวก ๔๘ พรรษา”บ้าง, “อาคารหอประชุม มวก ๔๘ พรรษา”บ้าง, “ห้องประชุม มวก ๔๘ พรรษา”บ้าง  
    บทความเดียวกัน สถานที่แห่งเดียวกัน แต่ใช้คำถึง ๔ คำ  ทำให้เกิดคำถามว่า ตกลงอาคารหลังนี้ชื่อจริง ๆ คืออะไร ดังนั้น เมื่อเขียนบทความเสร็จแล้ว ควรอ่านทบทวนภาพรวมอีกครั้งเพื่อตรวจสอบคำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสละสลวย น่าอ่าน ทั้งยังตัดประเด็นที่จะทำให้เกิดการตีความ หรือเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นไปได้
        L=Language ภาษา
    ภาษา คือหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการเขียนบทความ ตลอดถึงการสื่อสารทุกชนิด การเขียนบทความ ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับบทความที่เราต้องการนำเสนอ ตลอดถึงกลุ่มเป้าหมายที่อ่านบทความ เช่น ถ้าเป็นบทความทางวิชาการ ก็ควรใช้ภาษาที่เป็นวิชาการ แต่ถ้าเป็นบทความที่ต้องการให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง สะเทือนใจ กระตุ้น หรือโน้มน้าวให้เกิดการปรับพฤติกรรมที่ดีงามอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของภาษาให้เหมาะสม กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ๆ เช่น วัยวุฒิ คุณวุฒิ สถานภาพ สถานการณ์
        กล่าวโดยสรุป ภาษาที่มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลมากที่สุด คือภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย ไม่วกวน สละสลวย ถูกต้องตามหลักภาษา สามารถโน้มน้าวจิตใจของผู้อ่านให้คล้อยตาม หรือเข้าถึงความจริงตามที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ
        C=Content หมายถึง เนื้อหา
    เนื้อหา คือประเด็นสาระของบทความที่ต้องการนำเสนอ ต้องกำหนดให้ชัดเจน อะไรคือประเด็นหลัก ประเด็นรอง อะไรคือข้อมูลสนับสนุน อะไรคือข้อมูลแย้ง 
        C= Conclusion หมายถึง บทสรุป
    บทสรุปของเรื่องทั้งหมด ควรใช้ภาษาที่กระชับ ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ความยาวควรคำนึงถึงความเหมาะสมควร ซึ่งอาจจะพิจารณาจากบทความที่นำเสนอว่ามีความยาวมากน้อยเพียงใด
        สุดท้าย จะลงท้ายอย่างไร ข้อนี้มีผู้รู้ได้เสนอแนะเอาไว้ว่า เราอาจลงท้าย หรือทิ้งท้ายบทความได้หลายวิธี เช่น การลงท้ายด้วยการตั้งความหวัง  การลงท้ายด้วยการทิ้งประเด็นให้คิด หรือแนะนำ การลงท้ายด้วยการตั้งคำถาม การลงท้ายด้วยการข้อความเห็นใจ หรือให้เกิดความรู้สึกสงสาร หรือแม้แต่ให้เกิดความรู้สึกมุ่งมั่น เชื่อมั่น มั่นใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าบทความนั้นมีจุดมุ่งหมายอะไร
        R= Reference หมายถึง การอ้างอิง
    การอ้างอิง ถือเป็นมารยาทของการเขียนบทความทางวิชาการ หรืองานวิจัย เพราะถือเป็นการแสดงความเคารพ และให้เกียรติฐานข้อมูลที่เราอ้างถึง มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย   การอ้างอิงยังสะท้อนให้เห็นความน่าเชื่อถือของบทความที่เขียน ทั้งยังสะดวกในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะศึกษาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
    การอ้างอิงที่ดี ควรเป็นการอ้างอิงจากต้นฉบับ ไม่ควรอ้างอิงต่อ ๆ กันมาโดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับที่แท้จริง เพราะอาจมีข้อผิดพลาด หรือคลาดเคลื่อน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น การอ้างอิง ไม่ควรทำให้บทความเดิมที่อ้างถึงเกิดความเสียหาย ข้อนี้มีท่านผู้รู้มักจะอุปมานักวิจัยเปรียบเหมือนแมลงผึ้ง
    แมลงผึ้งลงจับดอกไม้ใด นอกจากจะนำรสของดอกไม้นั้นไปใช้ประโยชน์ตามประสงค์ของตน และไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ดอกไม้นั้น ๆ แล้ว ยังทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ดอกไม้นั้นด้วยการช่วยผสมเกสร ทำให้ไม้ชนิดนั้นผลิตดอกออกผลยิ่ง ๆ ขึ้นไป
    นักวิจัยที่ดี ควรทำตัวเหมือนแมลงผึ้ง คือไม่เพียงแต่อาศัยข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงเพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียว การอ้างอิงโดยเคารพ ไม่ทำให้ข้อมูลเดิมเสียหาย ก็ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องตระหนักรู้ และให้ความสำคัญเช่นกัน
     

    ๔. บทสรุป
        เทคนิคและวิธีการเขียนบทความ มีคนนำเสนอไว้หลายหลายวิธีการ วิธีการเหล่านั้นเป็นแต่เพียงแผนที่  ผู้เขียนมีความเชื่อว่า เทคนิคหรือวิธีการที่ดีน่าจะต้องเริ่มต้นจากตัวเราเอง ที่ต้องพยายามฝึกฝน และสร้างเทคนิคและวิธีการให้เกิดขึ้นด้วยตัวเอง เริ่มต้นตั้งแต่การรู้จักอ่าน สังเกตบทความ หรืองานเขียนต่าง ๆ ที่เราอ่านแล้วเกิดความรู้สึกชอบใจ ประทับใจ จากนั้นก็พยายามพิจารณาดูว่า ทำไมบทความ หรืองานชิ้นนั้นถึงน่าสนใจ แล้วก็ค่อย ๆ ซึมซับประสบการณ์ เก็บรายละเอียดทีละเล็กทีละน้อยสั่งสมเอาไว้ ผู้เขียนไม่เชื่อว่า เพียงแค่อ่านเทคนิควิธีการแล้ว จะทำให้เราสามารถใช้เทคนิคเหล่านั้นได้ในทันทีทันใด ประเด็นจึงหนีไม่พ้นต้องลงมือด้วยความเพียรพยายาม
       


    ---------------------------------------------
    แนะนำเอกสารอ่านประกอบ
    ทนง โชติสรยุทธ์. คำแนะนำในการเขียนบทความที่ดี.
    “http://www.se-ed.com/article/W_article.htm” <๓ มิถุนายน ๒๕๕๔>
    ศาสตราจารย์ดร. วัลลภ สุระกำพลธร “เทคนิคการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ
    นานาชาติ” http://www.kmitl.ac.th/msplab/presentations/SeminarKMITL.pdf
    นันทิพา คงวิลัย, “เทคนิคการเขียนบทความ” อ้างใน
        http://research.eau.ac.th/pdf/km/km_7/km4.PDF
    รองศาสตราจารย์  ดร.ทิศนา  แขมมณี, “การเขียนบทความทางวิชาการ”
        http://www.korat7.go.th/userfiles/file/km3(2)(1).doc
    สมาคมสุขศึกษาแห่งประเทศไทย, “เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ”
        http://www.heatthai.com/?p=156