เทคนิคการเขียนงานวิจัย

  • ดร.แสวง  นิลนามะ 

    ๑. ความนำ
        งานวิจัยถือเป็นนวัตกรรมทางวิชาการ ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดหรือบ่งชี้ถึงพัฒนาการทางความคิดและพฤติกรรมมนุษย์ที่มีต่อตัวเอง  สังคม และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์เพื่อเตรียมรับมือกับนานาปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากธรรมชาติ  สังคมและจากตัวมนุษย์เอง  กล่าวในแง่หนึ่งงานวิจัยเป็นทั้งเครื่องมือในการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น และเป็นทั้งเครื่องมือที่ใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว  ซึ่งผู้ใช้(บางทีอาจเป็นทั้งนักวิจัยโดยไม่รู้ตัว)จะต้องตรวจสอบ หรือวิจัยเครื่องมือดังกล่าวว่าใช้ได้จริงหรือไม่เพียงใด 
        สังคมใดมีผลิตกรรมการวิจัยจำนวนมาก   สังคมนั้นจะมีความได้เปรียบในหลายๆ  ด้านในการจัดการปัญหาภายในสังคมและมองเห็นปัญหาได้ถูกจุด  วิเคราะห์สาเหตุได้แจ่มชัด   และมีวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะตัวได้ดีกว่าสังคมอื่นๆ  ที่กำลังประสบปัญหาอยู่    อาจกล่าวให้แคบเข้ามาอีกก็คือว่า “ตัวผู้วิจัยเองนั่นแหละคือผู้รู้ปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาก่อนคนอื่นเขา”  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการและเทคนิควิธีในการวิจัย  ซึ่งสามารถมีได้อย่างหลากหลายวิธี  หมายความว่า  เทคนิควิธีที่ผู้เขียนกำลังจะเสนอต่อไปนี้ก็เป็นเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้น

    ๒.ลักษณะเฉพาะของงานวิจัย
        งานวิจัย  หมายถึง งานเขียน,งานวิเคราะห์,งานรายงานข้อมูล,งานสังเคราะห์,งานประยุกต์,งานสร้างสรรค์ที่เกิดจากการคิดสังเกตอย่างเป็นระบบในเชิงวิชาการ(Academic writing)ที่ใช้ภาษา(Language)และระเบียบวิธีวิจัย(Research Methodology)เป็นการเฉพาะเพื่อตอบโจทย์หรือประเด็นปัญหาอะไรบางอย่างให้วิเศษกว่า/แจ้งกว่า/ต่างจากงานที่เคยมีผู้กระทำไว้ก่อนหน้านั้น
    งานวิจัย จึงเป็นงานเขียนที่ได้ผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้า เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ความเข้าใจหรือคำตอบอย่างเป็นระบบ  กล่าวในแง่หนึ่งนั้น งานวิจัยคือผลผลิตของความคิดเชิงระบบ(System Thinking)   นั่นเอง 
        คำว่า“วิจัย”สามารถแบ่งได้เป็น ๒  คำ คือ คำว่า“วิ” กับคำว่า “จย,จัย”,วิ  เป็นคำอุปสรรค(Prefix)  แปลว่า“วิเศษ,แจ้ง,ต่าง”จฺย,จัย  แปลว่า  สะสม,สั่งสม   ซึ่งมาจาก  จิ  ธาตุ(รากศัพท์ (Root)) = สะสม,สั่งสม)  แปลง(พฤติ) อิ เป็น เอ และแปลง  เอ เป็น  อย  ดังนั้น เมื่อรวมคำว่า “วิจัย” จึงหมายถึง  “การสะสมที่วิเศษกว่า,แจ้งกว่า,ต่างจาก”  การสะสมในที่นี้หมายถึงสะสมข้อมูลและประเด็นความคิดที่ชัดเจน/แจ่มชัด/วิเศษ/แจ้ง/ต่าง/จากงานวิจัยที่เคยมีผู้ทำวิจัยไว้แล้ว   คำถามที่มักจะได้ยินเสมอคือ “ทำวิจัยแล้วจะได้อะไรใหม่ ?” ซึ่งเป็นการถามถึงผลการวิจัยที่จะได้อะไรที่วิเศษกว่า,แจ้งกว่า,ต่างจากงานวิจัยชิ้นอื่นๆ  อย่างไรนั่นเอง
        หันมาดูศัพท์ภาษาอังกฤษบ้าง  คำว่า วิจัย ตรงกับภาษาอังกฤษว่า  Research  ซึ่งแยกได้เป็น ๒ คำคือ  Re + Search  (รี + เสิร์ซ)  “Re” เป็นคำอุปสรรค (Prefix)  แปลว่า “ตอบ,ทวน,กลับ,ย้อน,หวน,คืน,ทบทวน”,“Search” แปลว่า  สืบค้น,หา,เสาะแสวง  เมื่อรวมสองคำจึงได้คำว่า Research  แปลว่าสืบค้น,หาความรู้ด้วยการทบทวนองค์ความรู้ที่มีผู้วิจัยไว้แล้วให้วิเศษแจ้งต่างจากเดิม
        ดังนั้นงานวิจัยจึงหมายถึงการนำงานวิจัยที่คนอื่นๆ  ทำวิจัยไว้แล้วมาทบทวน สอบสวน  ตรวจสอบหาองค์ความรู้ใหม่ว่า “เป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ?”  ถ้าไม่จริงก็สามารถนำเสนอประเด็นวิจัยที่แย้งย้อน/คัดค้าน/โต้ตอบได้ด้วยเหตุผลตามกระบวนการวิจัยเชิงวิชาการ  ถ้าจริงก็สามารถเพิ่มเติมต่อยอดความคิดอีกเพื่อให้วิเศษกว่า/แจ้งกว่า/ต่างจากงานวิจัยต่างๆ ที่เราได้ทบทวนศึกษามา  งานวิจัยแต่ละสาขาล้วนมีลักษณะเฉพาะตัว(อัตลักษณ์)ในด้านรูปแบบ(Form)ระเบียบวิธีวิจัย(Methodology) มีกรอบแนวคิด  หลักฐาน/การอ้างอิง  ภาษา และเหตุผลเป็นการเฉพาะ 

    ๓.ทำอย่างไรจึงจะทำวิจัยให้ “วิเศษ/แจ้ง/ต่าง” จากงานวิจัยอื่นๆ ? 
        จากคำนิยามข้างต้นนั้น จะทำให้ทราบว่า งานวิจัยจะต้องวิเศษ/แจ้ง/ต่าง จากงานวิจัยอื่นๆ ที่เคยมีผู้กระทำไว้  สิ่งแรกที่นักวิจัยมักวิตกกังวลคือกลัวหัวข้อ/เรื่องที่ตนวิจัยจะซ้ำกับคนอื่น  เพราะจะทำให้เสียเวลาหรือไม่เกิดงานวิจัยใหม่  การป้องกันปัญหาดังกล่าวสามารถทำได้วิธีเดียวคืออ่านงานวิจัยคนอื่นๆ ในสาย/สาขาวิชาเดียวกันให้มากที่สุด 
    ลูกศิษย์คนหนึ่งเคยมาถามผู้เขียนว่า “อาจารย์ครับ  ทำอย่างไรจะทำวิจัยให้วิเศษ/แจ้ง/ต่างจากคนอื่นครับ ?”
    ผู้เขียนได้ตอบด้วยการตั้งคำถาม(แบบปฏิปุจฉา)ว่า “ถ้าคนที่ฝึกตีกอล์ฟวันละ ๑๒ ชั่วโมง(ครึ่งวัน)ด้วยคิดว่าจะทำให้เขาเตะฟุตบอลเก่งขึ้น เป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่ ?”
    เขาตอบว่า “ไม่ครับ...ถ้าใครคิดเช่นนั้น..ก็เข้าข่ายโง่สิครับอาจารย์”   
    ถ้าอยากเก่งวิจัยก็ต้องอ่านงานวิจัยให้เก่ง   บ่อยครั้งที่(ผู้เขียน)อ่านงานวิจัยแล้วพบว่า มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อย  ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นจำนวนมาก  ทั้งๆที่งานวิจัยที่ทบทวนมานั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับงานวิจัยของตน  เมื่อเริ่มต้นผู้วิจัยยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่างานวิจัยชิ้นไหนเกี่ยวข้อง-ไม่เกี่ยวข้องกับงานของเรา   โอกาสที่จะต่อยอดความคิดให้วิเศษกว่า/แจ้งกว่า/ต่างจากงานวิจัยที่คนอื่นๆ ทำไว้ ก็ย่อมกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก 
    ขั้นตอนการฝึกวิจัย(สะสมข้อมูล/ความคิด ให้วิเศษ/แจ้ง/ต่างจากคนอื่น)ในเบื้องต้น สามารถทำได้  ๓  ขั้นตอน  คือ  
        ขั้นตอนที่ ๑  อ่านงานวิจัย/ข้อมูลให้ถูกต้อง  (สุตมยปัญญา : ฟัง/อ่าน/แปล)
        การเลือกอ่านงานวิจัยของคนอื่นๆ จะต้องคิดก่อนว่า ข้อมูลหรืองานวิจัยที่อ่านอยู่นั้นจะต้องใช้สนับสนุนงานวิจัยของเราได้  ๘๐-๑๐๐ %  เช่น  “จะวิจัยเรื่องนก  แต่กลับไปสะสมข้อมูลทุกประเภทเกี่ยวกับสุนัข  ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตรงตามเรื่องที่จะวิจัย หรือจะวิจัยนกกระเรียน  แต่สะสมข้อมูลเกี่ยวกับนกกระจอก”   เมื่อสะสมข้อมูลผิดพลาดจะทำให้เสียเวลาและทุนทรัพย์ (ซึ่งที่ปรึกษา/ผู้ทรงคุณวุฒิจะเข้ามามีบทบาทอย่างหนึ่งคือช่วยดูข้อมูลว่าใช้ได้หรือไม่ได้  เข้ากับเรื่องที่ทำหรือไม่  สนับสนุนประเด็นวิจัยตรงไหน  ถ้าเพียงแค่ช่วยให้หมึกและหน้ากระดาษเพิ่มขึ้น  ก็ไม่ควรทำ  เพราะงานวิจัยที่ดีจะต้องคำนึงถึงประโยชน์สูง ประหยัดสุดเอาไว้ด้วย)
    การอ่านงานวิจัยหรืออ่านข้อมูล   ในเบื้องต้นนี้หมายถึงอ่านตัวงานวิจัยก่อน  จากนั้นให้อ่านความคิดจากข้อมูลหรือความคิดของผู้วิจัย(ความคิดเจ้าของผลงาน)ว่า ผู้วิจัยมีกระบวนการวิจัยอย่างไรบ้าง เช่น ตั้งโจทย์อย่างไร และได้ตอบโจทย์นั้นทุกประเด็นหรือไม่  กล่าวในแง่หนึ่งก็คือ “ศึกษาข้อมูลและการคิดข้อมูล” ของคนอื่นๆ ก่อน  นักวิจัยจะต้องอ่านทั้งข้อมูล(สิ่งที่ถูกคิด) อ่านทั้งความคิด(สิ่งที่ใช้คิด รวมถึงสิ่งสนับสนุนความคิด เช่น  หลักฐาน/การอ้างอิง,  ภาษา, และเหตุผล) 

        ขั้นตอนที่ ๒  ลองฝึกคิด  : (จินตามยปัญญา : คิด,พินิจ,พิเคราะห์)
        เมื่อผ่านขั้นตอนที่ ๑  มาแล้ว  ขั้นตอนที่ ๒ นี้ ถือเป็นขั้นตอนของผู้วิจัยจริงๆ  เพราะจะเป็นตัวชี้วัดผู้วิจัยว่า “มีความคิด”  หรือ “คิดได้-คิดเป็น” หรือไม่ ? การคิดข้อมูลมีความยากอยู่แล้วในตัว   การคิดความคิดนั้นยากกว่า   แต่การคิดว่าจะเอาอย่างไรกับข้อมูลและความคิดของคนอื่นตลอดถึงความคิดของเราเอง   นี้ยากยิ่ง
        สิ่งที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้คือให้พินิจบริบทข้อมูล/บริบทความคิดคนอื่นๆ ให้รอบด้านเพราะจะช่วยให้เกิดความคิดได้ว่า “ผู้วิจัยท่านนี้ใช้กระบวนการวิจัยเหมาะสมหรือไม่” กล่าวในแง่หนึ่งคือลองฝึกคิดประมวลความคิดและประเมินงานวิจัยคนอื่นด้วยตัวเองก่อน  

        ขั้นตอนที่ ๓  เร่งผลิตผลงาน : (ภาวนามยปัญญา : ลงมือเขียน)
        หลังจากอ่านข้อมูล อ่านความคิดจากงานวิจัยคนอื่นแล้ว  ให้ลงมือเขียนงานวิจัยของตัวเอง  ขณะลงมือเขียนให้ถามตัวเองว่าจะสมมุติตัวเองทำหน้าที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักข่าว หรือเป็นหมอดู   นักวิทยาศาสตร์มีลักษณะของการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจจึงลงมือเขียนบันทึกข้อมูล   ถ้าไม่แน่ใจก็พิสูจน์ใหม่ได้อีก   ขณะที่นักข่าวเขียนข่าว/รายงานข่าวเฉพาะหน้าไปตามที่ข้อมูลปรากฏเท่านั้น (ไม่พิสูจน์-ไม่พยากรณ์)  ส่วนหมอดูได้ข้อมูลแล้วทำนายทายทักพยากรณ์ถึงอนาคต   อย่างไรก็ตามขั้นตอนการเขียนงานวิจัยขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจัยเอง ซึ่งอาจทำได้ ๒  วิธีหลักๆ  คือ  ๑).อ่าน-คิด-เขียน     ๒).เขียน-คิด-อ่าน    
        สรุปว่า การฝึก ๓  ขั้นตอน  ก็คือ  ขั้นแรกให้อ่านงานวิจัย/ข้อมูลของคนอื่นให้ถูกต้องด้วยการถามตัวเองว่าจะอ่านอะไร ?  อ่านอย่างไร ?    ขั้นสอง ลองฝึกคิด(ข้อมูล/ความคิด)ถามตัวเองว่าคิดอย่างไร ?   ขั้นสุดท้าย เร่งผลิตผลงาน(ด้วยตนเอง) โดยถามตัวเองว่า  จะเขียนอย่างไร ?  ผู้เขียนได้เรียงลำดับไว้ ๓  ขั้นตอนนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า  เมื่อไม่อ่านข้อมูลก็มักจะคิดอะไรไม่ออก  หลังจากอ่านงานคนอื่นแล้วก็จะเห็น “แนว” และเกิด “แวว”ขึ้นมาในใจ  แต่ตราบใดไม่ลงมือเขียนหรือไม่ผลิตผลงานออกมาก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อวงวิชาการ 

     

  • ๔.งานวิจัยควรวิเศษ/แจ้ง/ต่าง  ในด้านใดบ้าง ?
    จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนมีโอกาสอ่าน ให้คำปรึกษางานวิจัยทั้งที่เป็นประเภทบทความวิจัย  งานวิจัยเฉพาะเรื่อง  สารนิพนธ์  วิทยานิพนธ์(ปริญญาโท)  ดุษฎีนิพนธ์(ปริญญาเอก) ทำให้ทราบว่า งานวิจัยที่ดีจะต้องมีอะไรที่วิเศษกว่า/แจ้งกว่า/ต่างจากงานวิจัยอื่นๆ หรืออย่างน้อยต้องมีอะไรที่ “เหนือกว่า” งานวิจัยอื่นๆ  ใน ๔  ด้านหลัก  คือ  (๑)หลักฐาน/การอ้างอิง   (๒) ความคิด     (๓)ภาษา     (๔)เหตุผล 

    ๑). หลักฐาน/การอ้างอิง (Reference) 
         งานวิจัย นอกจากจะแสดงให้เห็นความพยายามเสนอแนวคิดใหม่แล้ว จะต้องพยายามแสดงหลักฐานการอ้างอิงใหม่ๆ  ทั้งหลักฐานประเภทเอกสาร-วัตถุ/พยาน-กลุ่ม/จำนวนประชากร-แบบสัมภาษณ์ /ภาพถ่าย เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า ความคิด/แนวคิดที่ผู้วิจัยพยายามนำเสนอนั้นมีแหล่งที่มาน่าเชื่อถือสามารถพิสูจน์ทดสอบได้  ถ้าผู้วิจัยคนอื่นๆ พยายามจะโต้เถียง/คัดค้านงานวิจัยของเรา   เขาผู้นั้นจะต้องพยายามหาหลักฐานที่วิเศษกว่า/แจ้งกว่า/ต่างจากที่เราเคยนำเสนอไว้  กล่าวในแง่หนึ่งนั้นหลักฐานการอ้างอิงคือที่มาของน้ำหนักแห่งการยอมรับ  สมมุติว่า  เราทำวิจัยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  อ้างอิงเอกสาร/หลักฐานที่เป็นพระราชดำรัส(คำพูด)แสดงให้เห็นถึงพระราชดำริ(ความคิด) โดยศึกษากรณีโครงการใดโครงการหนึ่ง(การกระทำ/วัตถุ/พยาน/แบบสัมภาษณ์/ภาพถ่าย) จะทำให้งานวิจัยนั้นน่าเชื่อถือกว่า การอ่านเอกสารแล้วนั่งบรรยาย อย่างไรก็ตามหลักฐาน/เอกสารการอ้างอิงขึ้นอยู่กับขอบเขตการวิจัยว่าจะกระทำแค่ไหนเพียงไร  แต่ขอให้ผู้วิจัยตระหนักว่า งานวิจัยที่ดีต้องหาหลักฐานที่น่าเชื่อถือมารองรับ
    จรรยาบรรณวิชาชีพในเชิงวิชาการมีความรอบคอบป้องกันการละเมิดความคิด จึงระบุให้อ้างอิงหลักฐานเพื่อความน่าเชื่อถือของงานวิจัย    เพราะ“การอ้างอิงนักปราชญ์ เป็นความฉลาดรอบคอบเชิงวิชาการ  แต่การอ้างอิงจนไม่กล้าคิดอะไรเลยนั้น   ก็ไม่ช่วยให้สติปัญญางอกเงยแต่ประการใด” จะเข้าลักษณะที่ว่า  “การคิดโดยไม่อ้าง    เท่ากับนั่งเทียนเขียน      แต่การอ้างโดยไม่คิด    เท่ากับคัดลอก/ก๊อฟปี้-วาง”
    ดังนั้นงานวิจัยใหม่จะต้องเหนือกว่างานวิจัยเก่า คือให้ความคิดพร้อมแสดงหลักฐานสนับสนุนความคิด หรืออย่างน้อยก็กระตุ้นความคิดผู้อ่านด้วยการเพิ่มเติมความคิด/ให้มุมมองใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกหนึ่งของความคิด  เพราะปัญหาเดิมๆ อาจแก้ไขไม่ได้ด้วยมุมมองเก่าๆ  งานวิจัยแบบต่อยอมความคิดจึงเป็นการนำเสนอแนวคิดใหม่ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะ “ฉีกแนว” หรือ “แนวเดิมแต่เพิ่มเติมประเด็นใหม่” แต่การเพิ่มเติมความคิดจำเป็นต้องอ้างอิงแหล่งที่มาด้วย

    ๒).ความคิด (Concept)
           งานวิจัยที่ดีคืองานวิจัยที่พยายามเสนอความคิดหรือมุมมองใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาเก่าที่ผู้วิจัยคิดว่าวิเศษกว่า/แจ้งกว่า/ต่างจากแนวคิดหรือมุมมองที่มีผู้วิจัยคนก่อนเคยกระทำไว้แล้ว  ที่สำคัญนั้นงานวิจัยใหม่จะต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาทับซ้อนปัญหาเดิมๆ  งานวิจัยชิ้นใดที่ผู้วิจัยใหม่ทำไว้ทีหลังแล้วชัดแจ้งกว่า ให้ถือว่างานวิจัยนั้นเป็นงานวิจัยที่ได้พยายาม “ต่อยอดความคิด” หรือให้ทัศนะ/มุมมองที่ใหม่กว่า วิเศษ/แจ้ง/ต่างจากมุมมองเดิม หรือกล่าวในแง่หนึ่งนั้น ความคิด/แนวคิดในงานวิจัยที่ทำทีหลังต้องละเอียดลึกซึ้งกว่า หากถือเคร่งในหลักการข้อนี้แล้ว อาจถือว่า“การลอกความคิดของคนก่อนจึงมิอาจถือเป็นงานวิจัยใหม่เลยแต่อย่างใด” งานวิจัยชิ้นหนึ่งจึงเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า “ผู้วิจัยคิดอะไรใหม่ได้บ้าง ?”  
    ๓). ภาษา (Language)
    ผู้เขียนเคยอ่านงานวิจัยของลูกศิษย์หลายเล่ม  มีความรู้สึกว่า “ตื่นเต้นเหมือนเล่นกระดานโต้คลื่น”เพราะภาษาในงานวิจัยชิ้นนั้นมีความหลากหลายของภาษา“ต่างระดับ”เหมือนระลอกคลื่นจนกลายเป็น“คลื่นงาน/คลื่นความคิด/คลื่นภาษา”  งานในลักษณะดังกล่าวเป็นงานวิจัยแบบตัดต่อ/ตัดแปะ/ตัดวางด้วยการนำคำพูดของนักคิด/นักปราชญ์หรือคนที่ผู้วิจัยคิดว่า “น่าเชื่อถือ” และผู้วิจัยมั่นใจว่า “ท่านเหล่านั้นกำลังคิด-พูด-ทำในสิ่งเดียวกัน” มาวางเรียงกัน  บางครั้งเป็นการนำความคิด/คำพูดมาวางทับซ้อนกัน (จนกลายเป็นขนมชั้นทางความคิด)ทำให้งานวิจัยนั้นสะดุดด้วยอัตลักษณ์ทางภาษา  เช่น ยกคำพูดของนักปราชญ์/ศาสดา/นักวิทยาศาสตร์/นักจิตวิทยา/นักโบราณคดี/นักการตลาด/นักการเมือง/นักเขียนวรรณกรรม-วรรณคดี-สารคดี-ข่าว   เป็นต้น  แม้ผู้วิจัยจะมั่นใจว่า “ท่านเหล่านั้นกำลังพูดในสิ่งเดียวกัน”  แต่ภาษาย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง    เมื่องานวิจัยมีความจำเป็นต้องอ้างอิงคำพูด “นักปราชญ์(นักคิด)-ศาสดา(คัมภีร์)-พระราชา/เจ้าฟ้า/มหากษัตริย์(พระราชดำรัส/พระราชดำริ/พระราชหัตถเลขา) เป็นต้น” เพื่อความน่าเชื่อถือของงานวิจัย  แต่ย่อมมีวิธีการเฉพาะในการนำเสนองานวิจัย คือ ส่วนใดที่เป็นส่วนต่างของภาษาและความคิดที่ผู้วิจัยต้องการนำเสนอนั้นจะต้องทำเครื่องหมายไว้เพื่อ “เน้น”  ให้เห็น “ต่าง”จากภาษาของผู้วิจัย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า “ความคิด/คำพูดใดเป็นของปราชญ์  ความคิด/คำพูดใดเป็นของผู้วิจัย”  อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของงานวิจัย จะต้องแสดงให้เห็นว่าภาษาคนอื่นซึ่งอาจเป็นภาษาพูดกับภาษาวิจัย(ภาษาเชิงวิชาการ)และภาษาของผู้วิจัยเอง มีความผสมผสานกลมกลืนลงตัวอย่างเหมาะสม 
    ดังนั้นงานวิจัยจะต้องมีความเด่นในด้านภาษาที่บรรดาผู้อ่านคิดว่าผู้วิจัยได้กระทำให้วิเศษกว่า/แจ้งกว่า/ต่างจากภาษาที่คนอื่นได้นำเสนอไว้  ซึ่งภาษาอาจจะอยู่ในลักษณะ “สรุปไว้อย่างกระชับในกรณีที่ผู้อื่นกระทำไว้อย่างยืดเยื้อฟุ่มเฟือย   และอธิบายไว้อย่างละเอียดในกรณีที่ผู้อื่นกระทำไว้อย่างรวบรัดคลุมเครือไม่ชัดเจน” 

    ๔). เหตุผล(Reasoning) 
        ในความวิเศษ/แจ้ง/ต่างทั้ง ๔ ด้าน คือ หลักฐาน ความคิด ภาษา  และเหตุผลนั้น  เหตุผลถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำเกิดความวิเศษ/แจ้ง/ต่าง   เพราะจะต้องอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงใช้หลักฐานอ้างอิงเช่นนั้น  เหตุใดจึงคิดเช่นนี้  และเขียนด้วยภาษาในลักษณะนี้   เหตุผลจะเป็นตัวให้น้ำหนักแก่หลักฐาน  เหตุผลจะช่วยอธิบายความคิดให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม   และเหตุผลจะช่วยบอกว่าภาษาที่ใช้มีความเหมาะสมหรือไม่  กล่าวในแง่หนึ่งเหตุผล เป็นตัวเชื่อมให้ความคิดที่ใหม่สู่หลักฐานการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ จนถึงภาษาที่กระชับเข้าใจง่ายนั้นยิ่งขึ้น     

    ๕.สรุป
    เมื่องานวิจัยคือผลผลิตของความคิด หลักฐาน   ภาษา และเหตุผล ที่เกิดจากกระบวนการอ่านข้อมูลที่ถูกต้อง คิดอย่างเป็นระบบ และเขียนอย่างมีชั้นเชิงทางภาษาแล้ว  การที่ผู้วิจัยตระหนักว่าจะต้องกระทำการวิจัยให้วิเศษ/แจ้ง/ต่างจากงานวิจัยอื่นๆ ในอดีต แม้จะเป็นงานต่อยอดในสายตาของคนทั่วไป  แต่สำหรับผู้เขียนแล้วงานวิจัยในลักษณะที่ต่อยอดก็ถือเป็นงานบุกเบิกได้ โดยที่งานบุกเบิกไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหม่ไม่เคยมีคนทำมาก่อนเสมอไป   หากแต่การไม่ยอมรับ หรือมีความ“พอ”แล้วหยุดนิ่งไม่วิจัยต่อด้วยคิดว่า “เป็นงานวิจัยที่ดีที่สุดแล้ว” ซึ่งจะทำให้งานวิจัยนั้นสะดุด ล้าสมัยและถูกลืมในที่สุด  โลกเราพัฒนาตลอดเวลาไม่หยุดยั้ง  เพราะเรา”ไม่พอ”ในหลักฐาน  ความคิด  เหตุผล และภาษา  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างเครื่องมือของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา  กล่าวให้สั้นคืองานวิจัยมิใช่เป้าหมาย แต่งานวิจัยคือวิธีและเครื่องมือของมนุษย์เพื่อแสวงหาอะไรบางอย่างต่อไป ตราบเท่าที่มนุษย์ยังยอมรับว่า “มนุษย์คือสัตว์รู้คิด”       แม้นัยหนึ่งของงานวิจัย  เช่น  วิทยานิพนธ์ เป็นต้น จะเป็นเพียงศิลปะของการ ตัด/ต่อ/แต่ง/เติม/ตาม ก็ตาม  แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามและหาญกล้าในการต่อยอดความคิดให้ขยายออกไปเป็นการเพิ่มงานวิจัยหรือเป็นเสมือนบันทึกข้อมูลหลักฐานทางความคิดของมนุษย์เราในสังคม  เพราะสังคมใดมีงานวิจัยมาก   สังคมนั้นจะมีความได้เปรียบในหลายๆ  ด้านในการจัดการปัญหาภายในสังคมและมองเห็นปัญหาได้ถูกจุด  วิเคราะห์สาเหตุได้แจ่มชัด   และมีวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีกว่าสังคมอื่นๆ  งานวิจัยบางอย่าง แม้จะไม่สามารถตอบโจทย์ทางสังคม  แต่อย่างน้อยจะช่วยตอบโจทย์ผู้วิจัยเองได้ในที่สุด  ขอเพียงตั้งใจในการวิจัยให้วิเศษ/แจ้ง/ต่างจริงๆ ด้วยตัวเองเท่านั้น


    ๖.เอกสารอ้างอิง
    Best, John.W.  Research in Education. Englewood Cliffs, New Jersey : Pretice-Hall, Inc. 1970.
    Borg Walter R. and Gall, Meredith D. Educational Research, An Introduction. New York :
                     Longman. 1983.
    Hillway, Tyrus. Introduction : Research, Boston : Houghton Mifflin Company. 1964.
    Hornby, AS. Oxford Advanced Learner’s Dictionary of Current English. Oxford. Oxford
                    University Press, 1974.
    Kerlinger, Fred N. Foundation of Behavioral Research. New York : Holt, Rinehart and
                    Winston,  Inc. 1973.
    Morris, William. The American Heritage Dictionary of The English Language. New York :
                    Houghton Mifflin Company. 1969.
    Mouly, George J. The Science of Educational Research. New York : Van Nostrand Reinhold
                    company. 1970.
    Travers, Robert M.W., An Introduction to Educational Research. New York : Macmillan
                    Publishing co., Inc., 1978.
    Tuckman, Bruce W. , Conducting Educational Research. New York Harcourt Brace
                    Jovanovich, Inc. , 1978.