เทคนิคการวิจัย

  • ผศ.ดร.สุพิมล ศรศักดา

    ปัญหาการวิจัยกับการเลือกหัวข้อการวิจัย

        มีนักวิจัยมือใหม่จำนวนมากที่มีความเข้าใจสับสน ระหว่างปัญหาการวิจัย กับหัวข้อการวิจัย ว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือคนละเรื่อง    บางท่านบอกว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็เขียนรวมจนมองไม่ออกว่า อะไรเป็นปัญหา อะไรเป็นหัวข้อและอะไรคือวัตถุประสงค์  บางท่านอาจมองว่า  มันเป็นคนละเรื่อง  ก็แยกประเด็นออกคนละส่วน  บางท่านแยกกันห่างระหว่างปัญหาการวิจัยกับหัวข้อการวิจัยและวัตถุประสงค์ จนหาความสัมพันธ์กันไม่ได้ เป็นหนังคนละเรื่องในม้วนเดียวกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร จึงจะทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เขียนไว้ต่างกัน  มีความสอดคล้องกลมกลืนกัน  มิใช่อ่านแล้วได้หลายเรื่อง

    นักวิจัยลองพิจารณาเทคนิคเบื้องต้น ในการกำหนดปัญหากับการตั้งหัวข้อการวิจัย ดังนี้
    ๑.    ก่อนที่จะตั้งหัวข้อ จะต้องสำรวจว่า ปรากฏการณ์ที่อยู่รอบข้างนั้นมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ ที่สงสัย และคิดว่าอาจจะเป็นปัญหา
    ๒.    เมื่อกำหนดประเด็นที่สนใจ ที่สงสัย ที่จะเป็นปัญหาได้แล้ว ก็ลองมาเขียนเป็นข้อคำถามสั้นๆ ทีละประเด็นๆ ให้ได้มากที่สุด ทั้งที่ตรงประเด็นและประเด็นแวดล้อมที่ใกล้เคียงหรือคาดว่าจะเกี่ยวข้องก็ให้เขียนไว้  จากนั้นนำมาจัดเรียงหัวข้อใหม่  เอาที่ตรงประเด็นมาก ปานกลาง และน้อยตามลำดับ 
    ๓.    เมื่อได้ประเด็นคำถามที่ตรงกับข้อสนใจ ข้อสงสัยตั้งแต่แรกแล้ว มากำหนดว่าจะตั้งชื่อเรื่องอย่างไร วิธีที่ง่ายๆคือสำรวจดูว่า ประเด็นข้อคำถามเกี่ยวกับเรื่องใดมากที่สุด ก็ให้เอาประเด็นนั้น  มากำหนดเป็นชื่อเรื่อง  (ให้สั้น กะทัดรัด กินใจความ)
    ๔.    นำชื่อเรื่องที่ได้ และประเด็นข้อคำถามทั้งหมด(เป็นเอกสาร) เข้าพบกับที่ปรึกษาหรือนักวิจัย เพื่อขอคำแนะนำ (อย่าลืมเล่าความเป็นมาเหตุผลและแนวคิดให้ท่านฟัง) และการเข้าพบนักวิชาการหรือนักวิจัยนั้น ฯ ต้องไม่ลืมขั้นตอนคือ โทรประสาน ไปตามนัด ใช้เวลาประหยัด อย่าลืมขอบคุณ
    ๕.    เมื่อได้ข้อคิด คำแนะนำแล้ว ให้รีบนำไปปรับแก้ทันที และข้อความคำแนะนำไม่ควรทิ้ง หรือควรตั้งไฟล์ใหม่ (ประเด็นที่สงสัยจดไว้ สอบถามภายหลัง)
    ๖.    สุดท้ายจะต้องมีการพิเคราะห์ให้ละเอียดลงไปอีกว่า จริงๆแล้วประเด็นที่สนใจ สงสัยนั้นมันเป็นปัญหาจริงๆหรือไม่ มันเกิดจากอะไรเกี่ยวข้องกับใคร จะส่งผลกระทบไปไกลหรือไม่ ถ้าเราจะศึกษามีโอกาสสำเร็จหรือไม่
    เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆเบื้องต้น แต่ไม่ควรละเลยสำหรับนักวิจัยมือใหม่ อันที่จริง
    สภาพโดยทั่วไปก็มักจะมีปัญหาให้เห็นเป็นสามัญอยู่แล้ว  แต่บางทีปัญหานั้นอาจเกิดแล้วในที่อื่น หรือไม่เคยเกิดขึ้นเลยในทุกที่  นักวิจัยจะต้องเสาะแสวงหาข้อมูล  ปัญหาที่อุบัติขึ้นหรือสะสมกันขึ้น หากชุมชนนั้นๆช่วยกันแก้ได้ ก็หมดไป แสดงให้เห็นว่าชุมชนนั้นมีประสบการณ์มีความรู้เท่าทันปัญหา เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ  แต่หากปัญหาเก่านั้น เกิดขึ้นอีก  ตรงนี้ต่างหากที่ชุมชนจะต้องใช้ประสบการณ์ ใช้องค์ความรู้ที่เป็นระบบ ใช้หลักวิชาการ มาช่วยแก้ปัญหานั้นๆ   และกระบวนการที่เป็นระบบนั้นก็คือ การวิจัย
       
    ลักษณะของคนที่จะทำการวิจัย
        การทำวิจัยยุคใหม่มิใช่เรื่องไกลตัว เนื่องจากในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเรานั้น มีกระบวนการหนึ่งที่ใช้เป็นประจำคือกระบวนการคิดและการตัดสินใจ  คนเราเมื่อคิดได้ต้องตัดสินใจ และลงมือทำ การคิดและตัดสินใจนี้เองคือพื้นฐานของการวิจัย  ขั้นต่อไปคือไม่ทำให้ความคิดเป็นความว่างเปล่า  จะต้องเอาความคิดมาเป็นตัวอักษรให้ได้ 
    ก่อนหน้านี้ มีนักวิชาการหรือนักวิจัยมือใหม่ขยาดมากเกี่ยวกับการวิจัย เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องสถิติ  อันที่จริงสถิติจะนำมาใช้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูล  ว่าเกี่ยวกับตัวเลขหรือไม่ และสถิติก็มิใช่เรื่องยุ่งยากต่อไป แค่หาค่าเฉลี่ยได้ก็สุดยอดแล้ว  ถ้าการวิจัยนั้นใช้แบบสอบถามได้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขก็อธิบายตามตัวเลขนั้นก็จบ  นอกจากนี้การวิจัยยุคใหม่ นิยมการเก็บข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลข แต่ต้องตระหนักในการตีความหมาย วิเคราะห์และสรุปความเห็น   สรุปคืออธิบายอย่างไรจึงจะทำให้คนอ่านแล้วเข้าใจ มีความต่อเนื่อง มองเห็นภาพ ได้แนวทาง  ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญและจำเป็น

        มีนักวิจัยมือใหม่ค่อนข้างมาก อยากทำวิจัย แต่กลัวทำไม่เป็น (ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ถ้าไม่ดูก็ไม่เห็น  เมื่อไม่กล้ามีหรือจะเป็น  มีแต่อยากหากไม่ทำน่าขำจริง)  ท่านคงเห็นฝรั่งฟ้อนรำ ถามว่าฝรั่งเขาถามวิธีฟ้อนหรือไม่? ...เปล่า  ฝรั่งยืนดูเขาฟ้อนรำนิดเดียว  ขึ้นไปลุย บนเวทีกับเขาเลย เห็นหรือไม่ว่า  หากเราไม่เข้าไปสู่ถ้ำเสือหรือจะได้ลูกเสือ  เราต้องกล้า และกล้าอย่างมีวิจารณญาณ  นักวิจัยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าทำได้หรือไม่ได้  ต้องถามต่อไปว่า แล้วจะทำเกี่ยวกับเรื่องอะไร 

        การวิจัย  ทำได้ทุกเรื่องที่เราสนใจอยากจะทำ  จะเป็นงานประจำ งานใหม่ งานเก่า ทำได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอากระบวนการวิจัยแบบไหนมาใช้   ผมเคยยกตัวอย่างเกี่ยวกับการจะได้กินปลา ว่าถ้าเราอยากกินปลาตัวใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ต้องเหมาะสม ที่จะดักจับปลาตัวโตๆได้ใครทำวิจัยได้บ้าง เป็นคำถามที่ไม่ควรตอบ เพราะคนทำวิจัยได้ มิใช่แต่เฉพาะพวกนักวิชาการ นักเรียนนักศึกษา หรือครูบาอาจารย์เท่านั้น  ใครๆก็ทำได้ ขอถามย้อนกลับว่าแล้วคุณอยากทำหรือไม่  ถ้าคุณมีความอยากในหัวใจ เป็นเบื้องต้น คุณเป็นนักวิจัยแล้วครึ่งหนึ่ง  เมื่อลงมือทำตามขั้นตอนจนเป็นผลสำเร็จ คุณเป็นนักวิจัยเต็มตัว  ถ้าอยากเป็นนักวิจัยเต็มตัว มิใช่นักวิจัยห้อยโหน หรือนักวิจัยนำแหน่  คุณต้องเป็นนักวิจัยป้ายแดง ยืนอยู่แถวหน้า กล้าเผชิญ เรียนรู้อย่างชาญฉลาด เท่าที่เคยสัมผัสมา นักวิจัยที่ไม่ค่อยคุยโม้โอ้อวด  เอ่ยอ้างสรรพคุณตนเอง จะมีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ เป็นที่ประจักษ์ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลน่าเชื่อถือตลอดทั้งคำพูดและข้อเขียน  ต้องยึดหลักปรัชญาอีสานที่ว่า

     “เทียวทางบ่สุดเส้น      อย่าถอยหลังให้เขาเหยียบ 
      ตายขอให้ตายหน้าพุ้น     เขาสิย้องว่า หาญ”